การปฏิบัติ อย่าไปปรารถนา อย่าไปอยาก

การปฏิบัติ อย่าไปปรารถนา อย่าไปอยาก พยายามตั้งใจกำหนด โดยไม่หวังว่าจะได้อะไร

สิ่งที่เราควรจะทำให้ดีที่สุด คือ ทำกุศลให้เกิดขึ้น กุศลตัวนี้เขาจะแปรสภาพของเขาเอง ต่อไปเราไม่ต้องไปมัวกังวลว่ารู้อะไร หรือไม่เห็นอะไร พยายามต้อยติดกับปัจจุบันอารมณ์ที่จะเป็นอยู่ ให้ตามติดตัวนั้นให้ได้ เราเกิดเวลายกเท้าขึ้นมาก็ตามดู ขวาย่างหนอ ให้มันแนบไปเลย เห็นตัวนี้สำคัญที่สุด ตัวอื่นเห็นไม่เห็นไม่สำคัญ เวทนาเกิดขึ้นมา กำหนดปวดหนอ ๆ ดูอาการของเวทนาให้เห็น เอาใจเห็น ไม่ใช่เอาตาเห็น เข้าไปดูปัจจุบันตัวนี้ กำหนดไป ๆ ทุกขณะที่เรากำหนดปวดหนอ ๆ หรือว่าขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ยกหนอ ๆ คู้หนอ เหยียดหนอ เห็นหนอได้ยินหนอ เราทำกุศลให้เกิดขึ้นแล้ว และกุศลชนิดนี้สำคัญที่สุดเลย เพราะจะแปรสภาพให้เป็นวิปัสสนาญาณแต่ละอย่าง ๆ ให้เกิดขึ้นเอง

…………………………………………………….


การที่โยมทำโดยไม่หวังว่าจะเห็นโน่นเห็นนี่ วิปัสสนาญาณก็เกิดขึ้นมาโดยสภาพตามความเป็นจริงของเขา เราต้องทำอย่างนั้น มาตอนนี้เราจะปฏิบัติอย่างไร ต้องตั้งใจตั้งท่ากำหนดอย่างเดียว เวลาเดิน ปัจจุบันอยู่ตรงไหน เวลานั่งปัจจุบันอยู่ตรงไหน เวลานอนปัจจุบันอยู่ตรงไหน เวลาเวทนา ปวดเจ็บ สบายไม่สบายเกิดขึ้น ปัจจุบันอยู่ตรงไหน โยคีต้องพยายามตั้งใจกำหนด ให้ได้ปัจจุบันจริง ๆ สิ่งที่พึงรู้พึงเห็นก็คือตัวปัจจุบันนี้ อย่างอื่นไม่ต้องไปคิด แล้วก็ยังกุศลที่เกิดจาก ภาวนามยกุศล คือกุศลที่เกิดจากการกำหนดให้เกิดขึ้นมาก ๆ อะไรจะได้ ไม่ได้ไม่ต้องไปสนใจ

หลวงพ่ออาสภะท่านเคยอุปมาให้ฟังว่า การทำกรรมฐานของเราเหมือนการตีพิมพ์ดีด เราไปตีป๊อกหนึ่ง เราต้องได้ตัวอักษรมาตัวหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่รู้เรื่อง แต่ถ้าตีไปหลาย ๆ ป๊อก อักษรหลาย ๆ ตัวเกิดขึ้นมา ก็กลายเป็นรูปศัพท์หลาย ๆ รูปศัพท์กลายเป็นประโยค หลายประโยคกลายเป็นเนื้อเรื่องใหญ่ขึ้นมาเลย เราสามารถรู้อะไรเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา อันนี้เกิดจากการตีหลาย ๆ ป๊อกขึ้นมา

นี้ก็เหมือนกัน เราเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เรากำหนดหนอ ๑ ครั้ง ได้มาแล้ว หนอจากการเดิน หนอจากการนั่ง หนอจากเวทนา หนอจากจิต หนอจากการกำหนดธรรมอย่างนี้ เวียนไปจากตื่นนอนจนถึงหลับ พอเรากำหนดได้อย่างนี้ มันสั่งสมแล้ว กุศลมันเกิดมากเข้า ๆ พอมันรวมตัวกันได้เมื่อไร ก็เป็นปัจจัยให้วิปัสสนาญาณเกิด ทำให้เรารู้ เราเข้าใจตัวเองตามความเป็นจริง ว่าเป็นอย่างนี้เอง

เพราะฉะนั้น โยคีอย่าใจร้อน ที่เคยเห็น เคยได้ยิน เคยรู้มา ตัดทิ้งไปหมดอย่าไปสนใจ เอาใหม่ ตั้งสติใหม่เพราะของใหม่ถ้าเราสะสมขึ้นมามากแล้ว ของเก่าเขาจะมารวมตัว เป็นเครื่องผลักดันเครื่องอุปการะให้อีกทีหนึ่ง ก็จะได้ไวขึ้น

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
จากหนังสือ แนวทางการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
โดย พระครูภาวนาสมณวัตร (ประจาก สิริวณฺโณ)