การปฏิบัติธรรมไม่ใช่อื่นไกล

การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงไม่ใช่อื่นไกลได้แก่ “การที่เรามาสนใจเอาใจใส่ดุแลตัวเราเอง” และพระพุทธเจ้าตรัสอริยสัจจะ ๔ ไว้ที่ไหน
รวบรวมและเรียบเรียงจาก : ธรรมบรรยาย พระครูปลัดประจาก สิริวณฺโณ

ผู้ที่ปฏิบัติใหม่มักจะคิดว่า คนอย่างเราจะเจริญกรรมฐานได้หรือ ความเห็นจะแตกออกเป็นสองฝ่ายนะ ฝ่ายหนึ่งว่าคนเช่นเรานี่ไม่จำเป็นต้องเข้ากรรมฐาน ถามว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ก็ตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยคิดร้าย ไม่เคยโกรธ ไม่เคยทำอะไรคนอื่นเค้าเลย อิจฉาริษยาเราก็ไม่มี ฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องทำกรรมฐาน คนที่ไปทำคือคนที่มีจิตใจไม่ปกติ อันนี้ประเภทหนึ่งนะ ประเภทที่สองนี่ก็กลัวกรรมฐาน กลัวว่าคนอย่างเรานี้จะทำกรรมฐานได้หรือ นึกกลัวกรรมฐานซะก่อน พออาจารย์ได้ทราบก็เลยต้องปรับ ต้องทำความเข้าใจของทั้งสองฝ่าย

อย่างที่บอกว่าคนอย่างเราไม่จำเป็นต้องทำกรรมฐาน ใจเราไม่เคยคิดร้าย ไม่เคยโกรธ ไม่อิจฉาริษยาใครเลย ใจเราปกติดีอยู่แล้ว คนที่ทำกรรมฐานคือคนที่จิตใจไม่ปกติ เค้าต้องไปอบรมใจ ที่นี้อาจารย์จะถามญาติโยมที่นั่งกันอยู่ที่นี่ ถามว่าโทสะมีกันไหม ตอนนี้ที่กำลังฟังอาจารย์พูดนี่โทสะมีไหม ถ้าตอบไม่มีเลยก็คงจะไม่ได้นะ ต้องตอบแบบยวนๆ ว่า “มีไม่มี” ต้องตอบเป็นสองอย่างนะ มีไม่มีเป็นอย่างไร โทสะเรามีไหม เราจะบอกว่าไม่มีไม่ได้ เพราะว่า โทสะมี 3 ชนิด ชนิดหนึ่งเรียกว่า อนุสัยกิเลส ปฏิฆานุสัย นอนเอกเขนกอยู่ในหัวใจ เหมือนเชื้อไฟอยู่ในหัวไม้ขีด ในหัวไม้ขีดมีไฟไหม มีนะ มีเชื้ออยู่ ถ้าไปกระทบกระทั่งกับข้างกล่องไม้ขีดเข้า จะโผล่ออกมาเลยนะ โทสะนี่จะตัดได้ตอนเป็นพระอนาคามีนะ ปุถุชนเราละไม่ได้ ไม่ต้องว่าปุถุชนหรอก โสดาบัน สกทาคามี ก็ยังละไม่ได้ อนาคามิมรรคจึงสามารถประหานโทสะได้เด็ดขาด ของเรานี่ยังมีอยู่นะ อันนี้เรียกว่ามีโดยความเป็นอนุสัย

โทสะที่สองเรียกว่า ปริยุฏฐานกิเลส ปริยุฏฐานโทสะเป็นโทสะที่ผุดโผล่ขึ้นมาในใจ เหมือนเราเอาไม้ขีดไปขีดกับข้างกล่องไม้ขีดไฟ ไฟเกิดขึ้นทันทีนะ อันที่สามเรียกว่า วีติกกมกิเลส วีติกกมโทสะ เป็นโทสะที่ล่วงออกมาทางกาย วาจา เหมือนไฟที่ติดอยู่ที่หัวไม้ขีดกำลังเผา ล่วงออกมาทางกาย วาจา ปากสั่น ตัวสั่น จะด่าจะอะไร จะไปทำร้ายใครก็แล้วแต่ ถ้าจะถามว่าโทสะท่านมีไหม มีไม่มีเป็นคำตอบที่ถูกนะ คนที่บอกว่าเราไม่มีกิเลส ไม่อิจฉาริษยาใคร เราหมดไหมความโกรธ อิจฉาริษยาใคร ไม่หมดนะ ยังมีอยู่แต่ไม่ได้แสดงออกมาเท่านั้นเอง

ประเภทที่สองที่บอกว่า กลัวว่าตัวเองนี่จะปฏิบัติได้หรือ มองว่าการปฏิบัติเป็นเหมือนอะไรที่ใหญ่ๆ ยากๆ อันที่จริงไม่ใช่นะ “การเจริญวิปัสสนากรรมฐานที่แท้จริงไม่ใช่อื่นไกล ได้แก่การที่เรามาสนใจเอาใจใส่ดูแลตัวเอง” พูดง่ายๆ ตัวเรามาดูตัวเรา ที่นี้ถามว่าตัวเรามาดูตัวเรา มีใครดูตัวเองไม่ได้มีไหม ใครที่ดูตัวเองไม่ได้ไม่มีนะ ไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหน เพื่อให้เกิดความเบาใจ การปฏิบัติมันไม่ใช่หนักหนาสาหัส ก็แค่การที่เรามาดูตัวเองนี่เอง คำนี้ไม่ใช่อาจารย์พูดลอยๆ นะ มีที่มาที่ไปนะ

อันนี้หลักฐานมีอยู่ใน อังคุตรนิกาย จตุกกะนิบาต โรหิตัสสะสูตร ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสแก่โรหิตัสสะเทวดา เทวดาในที่นี้ได้แก่พรหม ไม่ใช่เทวดาในกามาวจรหกชั้น แต่เป็นพรหม เมื่อก่อนนี้เป็นฤาษีท่านมีอายุสองร้อยปี ท่านอยากจะรู้ว่าที่สุดของโลก ไปสิ้นสุดที่ไหน ท่านก็เหาะไปเลยนะ เหาะไปจนอายุขัยหมด ยังไม่เห็นที่สุด ยิ่งไป ยิ่งเห็นโลกจักรวาลมันไม่มีที่สิ้นสุด อนันตจักรวาลไม่มีที่สิ้นสุด ท่านไปเท่าไหร่ก็หาที่สุดไม่ได้ ก็เลยมรณภาพเสียก่อน ยังไม่เห็นที่สุดของโลกเลยท่านก็ไปเกิดเป็นพรหม แล้วสมัยที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ท่านก็ลงมาถามปัญหาว่า “ที่สุดของโลกอยู่ตรงไหน” พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า

“อปิ จาหํ อาวุโส อิมสฺมึเยว พฺยามมตฺเต กเฬวเร สสญฺญิมฺหิ สมนเก โลกญฺจ ปัญญฺเปมิ โลกสมุทยญฺจ โลกนิโรธญฺจ โลกนิโรธคามินิญฺจ ปฏิปทนฺติ”

อริยสัจจะ ๔ มี ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ในการแสวงหาอริยสัจจะธรรม เราจะไปแสวงหาที่ไหน เราจะนั่งเครื่องบินไปหาในอากาศจะเจอไหม เราอาศัยเรือดำน้ำลงไปในมหาสมุทรค้นหาจะเจอไหม เราจะขุดแผ่นดินลงไปลึกลงไปเท่าไหร่เราจะเจอไหม เราเอาต้นไม้ใบหญ้าผ่าเป็นซีกๆ ตัดเป็นท่อนๆ เพื่อค้นหาอริยสัจจะธรรม จะเจอไหม

พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ที่ไหน “ตถาคตตรัสอริยสัจจะธรรม ไว้ในร่างกายที่ยาววา” แต่บ้านเรามีอีกสองศัพท์นะ คือ “ร่างกายนี้กว้างศอก ยาววา หนาคืบ” ตรัสไว้ที่นี่เอง ฉะนั้นเมื่อเราจะค้นหาอริยสัจจะธรรม เราต้องน้อมมาค้นหาตรงนี้ คือค้นหาในร่างกายของเราตรงนี้เอง

ฉะนั้น ในที่นี้จึงบอกว่า การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงไม่ใช่อื่นไกล ได้แก่การที่เรามาเอาใจใส่ดูแลตัวเราเอง

อ่านโรหิตัสสสูตร >>>> คลิกที่นี่